#News

ทรัมป์ อยากกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง ?

—————-

TLDL:

ทรัมป์สั่งรื้อฟื้นทดสอบนิวเคลียร์ (สรุปประเด็นสำคัญ)

ต.ค. 2025 ทรัมป์สั่งกองทัพสหรัฐฯ เตรียมกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง หลังหยุดไปนานกว่า 33 ปี (ตั้งแต่ปี 1992)

​ทรัมป์อ้างว่า รัสเซียและจีนแอบทดสอบใต้ดิน แบบลับๆ อเมริกาจึงต้องทำ “อย่างเปิดเผย” เพื่อรักษาสมดุลอำนาจและข่มขวัญศัตรู

​อาวุธนิวเคลียร์สมัยใหม่ใช้ระบบ Fusion (หลอมรวม) ที่รุนแรงกว่าแบบเก่า (Fission) หลายพันเท่า พลังทำลายล้างสูงกว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มหาศาล

​การกลับมาทดสอบของมหาอำนาจเบอร์ 1 อาจเกิด “ปรากฏการณ์โดมิโน” ทำให้ทุกประเทศแห่กลับมาแข่งอาวุธนิวเคลียร์ จนสนธิสัญญาห้ามทดลอง (CTBT) ล่มสลาย

—————-

ในอดีต โดยเฉพาะช่วงสงครามเย็น การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เคยเป็นเรื่องปรกติมากๆ โดยเฉพาะอเมริกากับโซเวียด

แต่หลังจากที่มีการรับรองสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง (CTBT) ในปี 1996 ประเทศส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำการทดสอบอีกเลยมานานหลายทศวรรษ

อาวุธนิวเคลียร์เป็นอาวุธทำลายล้างที่ทรงพลังที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นมา มันจะสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล และคร่าชีวิตผู้คนหลายร้อยล้านคนด้วยการกดปุ่มเพียงไม่กี่ปุ่ม หลายประเทศทั่วโลกขึ้งตกลงกันที่จะไม่พัฒนาอาวุธนี้ต่อ

ในปัจจุบัน สหรัฐฯ และรัสเซียต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองประเทศละมากกว่า 5,000 ลูก ขณะที่ประเทศอื่นๆ อีกไม่มากมีครอบครองอยู่ในหลักสิบหรือหลักร้อยลูก

แต่หลักๆ คือ มีไว้เพื่อป้องกัน ขู่ให้ศัตรูกลัว ซึ่งหลักคิดคือ “หากศัตรูรู้ว่าคุณมีอาวุธนิวเคลียร์และรู้ว่ามันใช้งานได้จริง พวกเขาก็จะไม่กล้าโจมตีเพราะกลัวการโต้กลับที่รุนแรงจนพินาศไปตามๆ กัน”

แม้ว่าสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิงจะได้รับการลงนามไปแล้ว แต่ทางสหรัฐฯ ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน ซึ่งนั่นหมายความว่าตัวสนธิสัญญายังไม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ก็ยังคงยึดถือและปฏิบัติตามข้อกำหนดในสนธิสัญญาเรื่อยมา โดยการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งล่าสุดนั้นเกิดขึ้นในปี 2017 โดยเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นเพียงประเทศเดียวที่ทำการทดสอบอาวุธในช่วงศตวรรษนี้

แต่ถ้าสหรัฐฯ หรือประเทศใดก็ตามทำลายข้อห้ามนี้ ประเทศอื่นๆ ก็มีแนวโน้มจะทำตาม สรุปสั้นๆ คือ การทดสอบของประเทศเพียงประเทศเดียวอาจกลายเป็นชนวนที่สร้าง “ปรากฏการณ์โดมิโน” (Domino Effect) ไปทั่วโลก ที่จะแข่งกันพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

แต่เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2025 ประธานาธิปดีทรัมป์ ได้โพสใน truth social ว่า เขาได้สั่งการให้กองทัพกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง

และวันที่ 31 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา ในรายการ 60 Minutes ของสถานี CBS ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ว่า

“รัสเซียกำลังทำการทดสอบ และจีนก็กำลังทำการทดสอบอยู่เช่นกัน เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมพูดถึงมันเท่านั้น”

“คุณไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าพวกเขาลักลอบทดสอบกันที่ไหน เพราะพวกเขาทดสอบลึกลงไปใต้ดินมากเสียจนผู้คนไม่มีวันรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นในการทดสอบนั้นบ้าง”

นั้นเป็นสาเหตุที่ทำไมที่ทรัมป์ต้องกลับมาพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง แต่เขาจะทำมันอย่างเปิดเผย

อาวุธนิวเคลียร์ปัจจุบัน ทำงานโดยอาศัยปฏิกิริยานิวเคลียร์สองประเภทหลัก คือ ฟิชชัน (Fission) และ ฟิวชัน (Fusion) ปฏิกิริยาฟิชชันคือการแตกตัวของนิวเคลียสอะตอมขนาดใหญ่ ส่วนฟิวชันคือการที่นิวเคลียสอะตอมขนาดเล็กสองตัวหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

การระเบิดนิวเคลียร์จะเริ่มต้นด้วยฟิชชัน ซึ่งแต่ละการแตกตัวจะไปกระตุ้นให้เกิดฟิชชันอื่นๆ ต่อเนื่องกันไปเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เลี้ยงตัวเองได้ ถ้าเป็นระเบิดนิวเคลียร์รุ่นเก่าจะมีแค่นี้ ใช้พลังงานจากนิวเคลียร์ฟิชชันเป็นระเบิด แต่ในอาวุธนิวเคลียร์สมัยใหม่ ปฏิกิริยาฟิชชันจะช่วยจุดชนวนให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชัน ใช้พลังงานจากนิวเคลียร์ฟิวชั่นเป็นระเบิด ซึ่งจะช่วยขยายพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาให้มากมหาศาลยิ่งขึ้น

ซึ่งถ้าเกิดมีสงครามนิวเคลียร์ขึ้นมาจริงๆ พลังทำลายล้างของระเบิดนิวเคลียร์ปัจจุบันนั้น สูงกว่าสมัย WW2 หลายพันเท่า

——————-

ref:

https://www.reuters.com/world/china/trump-asks-pentagon-immediately-start-testing-us-nuclear-weapons-2025-10-30/?fbclid=IwY2xjawPNwnhleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFhTFNmdkI5S3JZRHNKaVJOc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHtipRdjI0Y4QKtG0mmXkJbnzksUEv_p1n056VoO72XMKuqWQ6eDwmxcTs0OA_aem_CBohuL1-3ZkilD90mrkfMA

https://www.sciencenews.org/article/nuclear-weapons-test-monitoring?fbclid=IwY2xjawPNwntleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFhTFNmdkI5S3JZRHNKaVJOc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHrBH2yzL45r_7sGUBl7sWgAUOhc32Izs32MCkUmUygRoEiwP_f2mUvri-_75_aem_uXmOqcrtB2QmQswOhexUeA

https://www.sciencenews.org/article/nuclear-weapons-testing-explained-video?fbclid=IwY2xjawPNwn1leHRuA2FlbQIxMABicmlkETFhTFNmdkI5S3JZRHNKaVJOc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHtQGH0SqVlGtfNYchPxeyfAZNECYkNldgPgZ2ps17mDWENUQd2PAbEgH3Ozr_aem_HWKVr-rNxR8m8cFhM9DQ0g

การใช้ AI ในบทความ :

บทความนี้ ใช้ AI ช่วยแปลตอนอ่านข่าวต้นฉบับ (ไม่ใช่สรุป แต่แปลบางบรรทัดที่ผมไม่ clear) แล้วเรียบเรียงเขียนใหม่ตามความเข้าใจของผู้อ่านที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช้ Generative AI และให้ AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของบทความว่ามีเนื้อหาใดผิดจากข่าวต้นฉบับหรือไม่ และใช้ AI ทำ TLDL