ไวรัสในอวกาศ สามารถวิวัฒนาการให้สยบเชื้อดื้อยาได้
TL;DR
- สภาวะไร้น้ำหนักในอวกาศสามารถช่วยเร่งวิวัฒนาการของไวรัส ให้กลายเป็นสุดยอดอาวุธสำหรับปราบเชื้อแบคทีเรียดื้อยาบนโลกได้
- นักวิจัยส่งไวรัสที่กินแบคทีเรีย (เฟจ T7) และแบคทีเรีย E. coli ขึ้นไปบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) สภาวะไร้น้ำหนักทำให้ของเหลวไม่มีการไหลเวียน ไวรัสจึงหาเหยื่อยากขึ้น บีบให้ทั้งสองฝ่ายต้องกลายพันธุ์เพื่อความอยู่รอด
- แบคทีเรียสร้างเกราะที่หนาขึ้นเพื่อป้องกันตัว ส่วนไวรัสก็พัฒนายีนโปรตีนโครงสร้างต่างๆ ให้กลายเป็นอาวุธที่สามารถเจาะเกราะแบคทีเรียได้ดีขึ้น
- เมื่อนำรูปแบบการกลายพันธุ์ของไวรัสจากอวกาศมาดัดแปลงสร้างเป็น “ไวรัสลูกผสม” บนโลก พบว่ามันสามารถโจมตีและทำลายแบคทีเรีย E. coli สายพันธุ์ดื้อยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไวรัสปกติบนโลกทำไม่ได้
- ข้อมูลจากการวิจัยนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนา “การรักษาด้วยไวรัส” (Phage Therapy) เพื่อนำมาสู้กับวิกฤตเชื้อโรคดื้อยาปฏิชีวนะต่อไป
ปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะ กำลังเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ แต่งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS Biology เมื่อเดือนมกราคม ปี 2026 ได้เปิดเผยก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ เมื่อนักวิจัยพบว่า “สภาวะไร้น้ำหนักในอวกาศ” สามารถเป็นสนามฝึกซ้อมชั้นดีที่ช่วยเร่งวิวัฒนาการของไวรัส ให้กลายเป็นสุดยอดอาวุธปราบเชื้อดื้อยาบนโลกได้
งานวิจัยชิ้นนี้นำโดย Phil Huss และทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ทดลองส่ง “แบคทีริโอเฟจ” (Bacteriophage หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เฟจ”) ซึ่งเป็นไวรัสที่กินแบคทีเรียเป็นอาหาร ขึ้นไปบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)
โดยปกติในระบบนิเวศบนโลก แบคทีเรียและเฟจจะทำ “สงครามวิวัฒนาการ” แข่งขันกันตลอดเวลา แบคทีเรียจะพยายามสร้างเกราะป้องกันตัวเอง ส่วนเฟจก็จะพัฒนากลยุทธ์เพื่อเจาะเกราะนั้น บนโลก การเคลื่อนที่ของของเหลวตามธรรมชาติที่เกิดจากแรงโน้มถ่วง (Convection) จะช่วยพัดพาให้ไวรัสลอยไปชนกับแบคทีเรียได้ง่ายขึ้น ทำให้ไวรัสเฟจสายพันธุ์ T7 สามารถเข้าติดเชื้อและทำลายแบคทีเรีย E. coli ได้ภายในเวลาเพียง 20-30 นาที

แต่ในสภาวะไร้น้ำหนัก (Microgravity) บนอวกาศ สสารต่างๆ จะไม่มีการตกตะกอนและไม่มีการไหลเวียนของเหลว ไวรัสจึงเคลื่อนที่ไปหาเหยื่อได้ยากลำบากมาก ทีมวิจัยได้ทดลองส่งแบคทีเรีย E. coli สายพันธุ์ BL21 (ชนิดที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เอง) และเฟจ T7 ขึ้นไปฟักตัวบน ISS และพบว่า ในช่วง 4 ชั่วโมงแรก ไวรัสแทบจะไม่สามารถเข้าติดเชื้อแบคทีเรียได้เลย อย่างไรก็ตาม เมื่อปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานถึง 23 วัน ไวรัสก็สามารถหาทางปรับตัว เอาชนะอุปสรรค และแพร่พันธุ์ทำลายแบคทีเรียได้สำเร็จ
ความยากลำบากในอวกาศบีบบังคับให้จุลินทรีย์ทั้งสองฝ่ายต้องกลายพันธุ์เพื่อความอยู่รอด โดยนักวิจัยได้ทำการถอดรหัสพันธุกรรม และพบการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งดังนี้
ฝั่งแบคทีเรีย สร้างเกราะที่หนาขึ้น
สภาวะความเครียดในอวกาศทำให้แบคทีเรีย E. coli ต้องกลายพันธุ์ในยีนที่ควบคุมโครงสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ชั้นนอกและการตอบสนองต่อความเครียด เช่น ยีน mlaA, hldE, mrcB และ bipA การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านี้อาจเป็นกลไกเพื่อลดการถูกไวรัสเกาะติด ทำให้พวกมันรอดชีวิตจากการถูกล่าได้ดีขึ้น
ฝั่งไวรัส สร้างอาวุธที่คมขึ้น
เมื่อเหยื่อป้องกันตัวดีขึ้น ไวรัสเฟจ T7 จึงต้องกลายพันธุ์ในยีนที่สร้างโปรตีนโครงสร้างต่างๆ เพื่อเจาะเกราะแบคทีเรียให้ได้ โดยพบการกลายพันธุ์สูงมากในยีน gp7.3, gp11 (โปรตีนข้อต่อ) และ gp12 (โปรตีนส่วนหัวฉีดหรือ Nozzle) ซึ่งการกลายพันธุ์เหล่านี้ส่งผลให้ไวรัสสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจับยึดและฉีดสารพันธุกรรมเข้าสู่ตัวแบคทีเรียในสภาวะไร้น้ำหนักได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จุดไคลแม็กซ์ของงานวิจัยนี้ คือการนำ “วิชาที่ได้จากอวกาศ” มาใช้แก้ปัญหาบนโลก ทีมวิจัยได้คัดลอกรูปแบบการกลายพันธุ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากอวกาศจำนวน 13 จุด มาวิศวกรรมสร้างเป็น “ไวรัสลูกผสม” (Combinatorial library) บนโลก
จากนั้น พวกเขาได้นำไวรัสที่ถูกอัพเกรดนี้ ไปทดสอบกับแบคทีเรีย E. coli สายพันธุ์ดื้อยา (UTI1 และ UTI2) ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะของมนุษย์ โดยปกติแล้ว ไวรัส T7 ทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการปรับปรุง จะไม่สามารถทำอันตรายแบคทีเรียดื้อยาสองสายพันธุ์นี้ได้เลย
แล้วผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก ไวรัสที่ถูกดัดแปลงด้วยข้อมูลจากอวกาศ (โดยเฉพาะไวรัสที่คัดแยกมาได้ 2 ตัว ซึ่งมีการกลายพันธุ์ 5 และ 6 ตำแหน่งตามลำดับ) สามารถเข้าโจมตีและทำลายเชื้อแบคทีเรีย E. coli ดื้อยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ไวรัสซึ่งถูกฝึกและกลายพันธุ์บนโลก ไม่สามารถทำลายเชื้อดื้อยาเหล่านี้ได้เลย
การค้นพบครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า “อวกาศ” สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการโต้ตอบระหว่างไวรัสและแบคทีเรียได้อย่างสิ้นเชิง ความท้าทายในสภาวะไร้น้ำหนักทำให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเส้นทางวิวัฒนาการใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นบนโลก ข้อมูลเหล่านี้คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนา “การรักษาด้วยไวรัส” (Phage Therapy) ที่มีประสิทธิภาพสูงลิ่ว สำหรับต่อกรกับวิกฤตซูเปอร์บัค (Superbug) หรือเชื้อโรคดื้อยาปฏิชีวนะ ที่กำลังเป็นภัยเงียบของระบบสาธารณสุขทั่วโลกในอนาคตอันใกล้
———————————————-
Ref
งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร PLOS Biology (มกราคม 2026) ในชื่อหัวข้อ “Microgravity reshapes bacteriophage–host coevolution aboard the International Space Station
https://journals.plos.org/plosbiology/article?id=10.1371/journal.pbio.3003568
Scientists sent viruses to space and they evolved in surprising ways
ScienceDaily
https://www.sciencedaily.com/releases/2026/01/260118064637.htm
การใช้ AI ในบทความ :
บทความนี้ ใช้ AI ช่วยแปล/อธิบาย/สรุป Clear แล้วเรียบเรียงเขียนใหม่ตามความเข้าใจของผู้อ่านที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช้ Generative AI แล้วก๊อปวาง และให้ AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของบทความหลังเขียนเสร็จ และช่วยทำ TL;DR
English 












































































































