ดับฝัน Jurassic Park! วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ชี้สร้าง “ไดโนเสาร์ไก่” เป็นไปได้มากกว่า
TL;DR
– โคลนนิงแบบในหนังทำไม่ได้: การสกัดดีเอ็นเอไดโนเสาร์จากอำพันเป็นไปไม่ได้จริง เพราะดีเอ็นเอเสื่อมสลายไปหมดแล้ว
– ใช้ “ไก่” สร้างไดโนเสาร์: นักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีวิศวกรรมย้อนรอย เพื่อปลุกยีนบรรพบุรุษดึกดำบรรพ์ที่ซ่อนอยู่ในตัวอ่อนไก่แทน
– ความสำเร็จในปัจจุบัน: สามารถดัดแปลงตัวอ่อนไก่ให้มี ปากแบบไดโนเสาร์ , มีหน่อฟัน , และมีกระดูกหางที่ยาวขึ้นได้สำเร็จ
– โดนต้านหนักเรื่องจริยธรรม: หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าสัตว์ที่ได้ไม่ใช่ไดโนเสาร์ฟื้นคืนชีพ แต่เป็นแค่ “ไก่ดัดแปลง” ที่อาจมีร่างกายพิการและต้องใช้ชีวิตอย่างทรมาน
เป็นเวลานานกว่า 30 ปีที่ภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park ได้จุดประกายความฝันของมนุษยชาติในการนำไดโนเสาร์กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการสกัดดีเอ็นเอจากยุงที่ถูกสตาฟไว้ในอำพัน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้พิสูจน์แล้วว่าวิธีการดังกล่าวเป็นไปไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ความหวังที่จะได้เห็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ไม่ได้จบลงแค่นั้น แต่มันกำลังถูกสานต่อด้วยเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) และการย้อนรอยวิวัฒนาการ (Reverse-engineering) จากสัตว์ปีกอย่าง “ไก่” แทน
อุปสรรคทางชีววิทยาที่ใหญ่ที่สุดในการโคลนนิ่งไดโนเสาร์คือ “ขีดจำกัดของดีเอ็นเอ” (DNA) งานวิจัยด้านดีเอ็นเอโบราณ (Ancient DNA) นำโดย Morten E. Allentoft (2012) จากการศึกษากระดูกนกโมอา (Moa) ค้นพบว่า ดีเอ็นเอมี “ครึ่งชีวิต” (Half-life) อยู่ที่ประมาณ 521 ปี
นั่นหมายความว่า แม้ซากฟอสซิลจะถูกเก็บรักษาไว้ในสภาวะที่สมบูรณ์แบบที่สุด (เช่น ในอุณหภูมิติดลบ 5 องศาเซลเซียส) ข้อมูลดีเอ็นเอที่พอจะอ่านได้จะอยู่ได้เต็มที่เพียง 1.5 ล้านปี และโครงสร้างดีเอ็นเอจะเสื่อมสลายหายไปโดยสมบูรณ์เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6.8 ล้านปี ในขณะที่ไดโนเสาร์ (ที่ไม่ใช่นก) สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ 66 ล้านปีก่อน การสกัดดีเอ็นเอจากยุงในอำพันจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะดีเอ็นเอได้สลายตัวไปหมดแล้ว

แม้ว่าในปี 2005 นักบรรพชีวินวิทยา Mary Schweitzer จะสร้างความฮือฮาด้วยการค้นพบ “เนื้อเยื่ออ่อน” (Soft tissue) และเส้นเลือดที่ยังยืดหยุ่นได้ในกระดูกของทีเร็กซ์ (T-Rex) แต่งานวิจัยภายหลังชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือ “โปรตีนคอลลาเจน” ไม่ใช่ดีเอ็นเอ โดยสาเหตุที่เนื้อเยื่อรอดมาได้ เกิดจากปฏิกิริยาของธาตุเหล็ก (Fenton Reaction) ในเลือดที่ทำหน้าที่คล้ายสารกันบูดธรรมชาติ ช่วยยึดตรึงโปรตีนไว้ไม่ให้เน่าเปื่อย ซึ่งข้อมูลจากโปรตีนนี้ช่วยยืนยันได้เพียงว่าไดโนเสาร์มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับนก แต่ไม่เพียงพอที่จะนำมาสร้างเป็นสิ่งมีชีวิตได้
เมื่อดีเอ็นเอดั้งเดิมหายไป นักวิทยาศาสตร์จึงหันไปหาทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่อย่าง “นก” Jack Horner นักบรรพชีวินวิทยาชื่อดังผู้เป็นที่ปรึกษาภาพยนตร์ Jurassic Park เสนอแนวคิดการสร้าง “ชิกเกโนซอรัส” (Chickenosaurus) หรือ “ไดโนเสาร์ไก่” โดยเชื่อว่าไก่ยังมีรหัสพันธุกรรม (Atavistic Genes) ของบรรพบุรุษไดโนเสาร์ซ่อนอยู่ เพียงแต่มันถูก “ปิดสวิตช์” ไว้ในระหว่างวิวัฒนาการ
โครงการนี้มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลัก 3 ส่วนในระดับตัวอ่อน (Embryo) ซึ่งมีงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จแล้วดังนี้
1.เปลี่ยนจะงอยปาก เป็นปากกระบอกแบบไดโนเสาร์: งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Yale และ Harvard นำโดย Bhart-Anjan Bhullar และ Arhat Abzhanov (2015) ค้นพบว่าการใช้สารยับยั้งโปรตีน FGF8 และ Wnt ในตัวอ่อนไก่ สามารถขัดขวางการหลอมรวมของกระดูกจะงอยปาก ทำให้ไก่พัฒนาโครงสร้างใบหน้าที่โค้งมนและแยกออกจากกัน คล้ายกับปากของไดโนเสาร์และจระเข้

2. ปลุกยีนสร้างฟัน: งานวิจัยของ Matthew P. Harris (2006) พบว่าตัวอ่อนไก่กลายพันธุ์สายพันธุ์ “Talpid2” มีการเปิดสวิตช์ยีนโบราณที่ทำให้เกิด “หน่อฟัน” คล้ายฟันของจระเข้
3. การยืดกระดูกหาง (ก้าวสำคัญล่าสุดในปี 2023-2024): การสร้างหางยาวคือความท้าทายที่สุดของโครงการ เพราะนกมีกระดูกหางที่หดสั้นและหลอมรวมกันเรียกว่า “ไพโกสไตล์” (Pygostyle) แต่งานวิจัยล่าสุดในวารสาร PNAS โดยทีมของ Dana Rashid และ Jack Horner (2023) ค้นพบว่า กระดูกหางที่หลอมรวมกันเกิดจากกลไก “การอักเสบแบบปลอดเชื้อ” (Sterile Inflammation) และเมื่อนักวิจัยให้ยาต้านการอักเสบในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Prednisolone) ในช่วงสัปดาห์ที่ 3-8 ของตัวอ่อน พบว่าสามารถยับยั้งการหลอมรวมของกระดูกได้สำเร็จ ส่งผลให้หางยืดตัวยาวออกเป็นข้อๆ ได้

เรื่องที่น่าสนใจคือ งานวิจัยเรื่องการยืดหางไก่นี้ ได้รับทุนสนับสนุน 1 ล้านดอลลาร์จาก W. M. Keck Foundation (2024-2025) ร่วมกับ UC San Diego และ Montana State University เพราะกลไกการอักเสบที่ทำให้กระดูกหางไก่ติดกันนั้น คล้ายคลึงกับโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis) ในมนุษย์ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนายารักษาโรคกระดูกในอนาคต
Jack Horner มองว่านี่คือวิธีพิสูจน์วิวัฒนาการที่ชัดเจนที่สุด หากเราสามารถย้อนกลับลักษณะทางพันธุกรรมได้ ย่อมแปลว่าบรรพบุรุษของพวกมันเคยมีลักษณะนั้นจริงๆ โครงการนี้จะช่วยให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างยีนและการเจริญเติบโตที่ทำให้สัตว์เปลี่ยนรูปร่างไปในอดีต

แต่เรื่องนี้ก็มีเสียงคัดค้านอยู่ไม่น้อย
การสร้างสัตว์ขึ้นมาเพื่อเป็น “ของเล่นมีชีวิต” หรือสัตว์แปลกประหลาดเพื่อดึงดูดความสนใจ (Novelty animal) ถือเป็นเรื่องผิดศีลธรรม นักวิจารณ์มักยกคำพูดเตือนใจจากหนัง Jurassic Park มาอ้างอิงเสมอว่า นักวิทยาศาสตร์มัวแต่สนใจว่าพวกเขา ‘ทำได้หรือไม่’ จนลืมหยุดคิดว่าพวกเขา ‘ควรทำมันหรือเปล่า’
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างร่างกาย เช่น การเพิ่มหางยาวๆ หรือปากที่มีฟัน อาจทำให้ศูนย์ถ่วงของไก่ผิดเพี้ยน ทำให้มันเดินไม่ได้ หรือต้องใช้ชีวิตด้วยความเจ็บปวด มีการเปรียบเทียบว่ามันไม่ต่างจากการผสมพันธุ์ “หมาปั๊ก” ที่หน้าแบนจนหายใจลำบากเพียงเพราะมนุษย์มองว่าน่ารัก
ดร. Matthew Harris นักพันธุศาสตร์จากฮาร์วาร์ด วิจารณ์แรงว่าสิ่งที่จะได้ไม่ใช่ไดโนเสาร์หรอก แต่มันคือ “ไก่ที่พิการและมีรูปร่างน่าเกลียด”
ต่อให้ทำสำเร็จ สัตว์ตัวนี้ก็ไม่ใช่บรรพบุรุษที่ฟื้นคืนชีพ แต่มันคือ “สัตว์ลูกผสม (Chimera)” หรือไก่ดัดแปลงพันธุกรรมที่ถูกวิศวกรรมขึ้นมาใหม่เท่านั้น
เมื่อถูกวิจารณ์ Horner มักจะตอบโต้ว่า มนุษย์เราก็ผสมพันธุ์สุนัขป่าจนกลายเป็น “ชิวาวา” เพื่อเอามาอุ้มเล่น หรือผสมพันธุ์สัตว์เลี้ยงในฟาร์มตามใจชอบมานานแล้ว ไก่ซอรัสก็เป็นแค่สัตว์เลี้ยงสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการดัดแปลงของมนุษย์เท่านั้น
ฟังเป็นคลิปได้ที่ https://youtu.be/SYXyBtR3Za4
———-
Ref
1. งานวิจัยด้านดีเอ็นเอและโปรตีนโบราณ (DNA & Paleoproteomics)
– Allentoft et al. (2012): ค้นพบว่า DNA มี “ครึ่งชีวิต” 521 ปี และจะเสื่อมสลายหมดภายใน 6.8 ล้านปี (หมดหวังสกัด DNA ไดโนเสาร์),
– Schweitzer et al. (1997, 2005): พบเนื้อเยื่ออ่อนและคอลลาเจนในกระดูก T-Rex รอดมาได้เพราะปฏิกิริยาของธาตุเหล็ก (Fenton Reaction) ที่ทำหน้าที่เป็นสารกันบูด,,
– Bailleul et al. (2020): พบสารที่ทำปฏิกิริยากับสีย้อม DNA ในกระดูกอ่อนไดโนเสาร์อายุ 75 ล้านปี (แต่ยังไม่ใช่ DNA ที่สมบูรณ์),
– Maidment et al. (2015): พบโครงสร้างคล้ายเซลล์เม็ดเลือดแดงในฟอสซิลไดโนเสาร์ยุคครีเทเชียส
– Nature (2022): สกัด DNA ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก (อายุ 2 ล้านปี) ได้จากตะกอนดินในกรีนแลนด์ (ยังห่างไกลจากยุคไดโนเสาร์)
2. งานวิจัยย้อนวิวัฒนาการไก่ (Chickenosaurus / Evo-Devo)
– Bhullar & Abzhanov (2015): ใช้สารยับยั้งโปรตีน FGF8 และ Wnt เปลี่ยน “จงอยปากไก่” ให้แยกออกจากกันเป็น “ปากกระบอก” คล้ายไดโนเสาร์ได้สำเร็จในระดับตัวอ่อน,,
– Harris et al. (2006): พบยีนสร้าง “หน่อฟัน” แบบสัตว์เลื้อยคลาน ในตัวอ่อนไก่กลายพันธุ์สายพันธุ์ Talpid2,
– Botelho et al. (2015): ปรับแต่งกระดูกขาไก่ (Fibula) ให้ยาวลงมาถึงข้อเท้าเหมือนขาไดโนเสาร์
– Rashid & Horner (2023): พบว่าหางนกหดสั้นเพราะ “การอักเสบ” จึงใช้ยาแก้แพ้ (Prednisolone) ระงับการอักเสบในตัวอ่อน ทำให้กระดูกหางยืดยาวออกได้สำเร็จ,,
– Milinkovitch & Cooper (2025): ยับยั้งยีน Sonic Hedgehog (Shh) เปลี่ยนขนไก่ปกติให้กลายเป็นขนแบบท่อ (Proto-feathers) เหมือนไดโนเสาร์ยุคแรกเริ่ม
3. งานวิจัยด้านอำพันและการโคลนนิ่ง (Amber DNA & De-extinction)
– Austin et al. (1997) & Penney et al. (2013): พิสูจน์แล้วว่าการสกัด DNA แมลงจากอำพันและโคปอล (Copal) ไม่สามารถทำได้จริง สิ่งที่เจอคือ DNA ปนเปื้อน,
English 













































































































