ฟอสซิลใหม่ ที่อาจเป็น “บรรพบุรุษร่วม” ระหว่าง เซเปี้ยน และ นีแอนเดอร์ทัล
TLDL
สิ่งที่พบ: กะโหลก-กราม-ฟัน อายุ 7.7 แสนปี ที่โมร็อกโก
มันคือช่วงเวลา “ช่องว่าง” ที่ DNA บอกว่าเป็นจุดแยกสายพันธุ์ระหว่าง Sapiens (เรา) กับ นีแอนเดอร์ทัล พอดี
ลักษณะ: เป็นร่าง “ลูกผสม” คือฟันกรามยังดูโบราณแบบ Erectus แต่รากฟันเล็กเริ่มเหมือน Sapiens แล้ว
สรุป: เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ย้ำว่า “บรรพบุรุษร่วมลำดับสุดท้าย” ของเซเปี้ยน นีแอนเดอร์ทัลและเดนิโซวัล ที่อาศัยอยู่ในแอฟริกา ก่อนจะแยกกันเดินคนละทางจนกลายเป็นมนุษย์ 3 สายพันธุ์ในเวลาต่อมา
งานวิจัยจากวารสาร Nature (https://www.nature.com/articles/s41586-025-09914-y) ระบุว่า ผู้วิจัยได้ค้นพบชิ้นส่วนกระดูกกราม ฟัน และกระดูกสันหลังที่ถูกฝังอยู่ในเหมืองแห่งหนึ่งในเมืองคาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก ซึ่งอาจเป็นเบาะแสสำคัญ ที่ช่วยอธิบายถึงการแยกตัวของสปีชีส์มนุษย์สมัยใหม่ (พวกเรา) กับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล
โดยฟอสซิลนี้ มีอายุเก่าแก่ถึง 773,000 ปี มันได้มอบข้อมูลเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่อาศัย รูปลักษณ์ลักษณะ และเครื่องมือเครื่องใช้ที่บรรพบุรุษอันห่างไกลของเราใช้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของวิวัฒนาการมนุษย์
ลอเรน ชโรเดอร์ นักบรรพมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยโทรอนโต (ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยนี้) กล่าวว่า
“นี่คือการบันทึกข้อมูลฟอสซิลของโฮมินิน (Hominin) ในช่วงช่องว่างที่สำคัญมาก”
“ฟอสซิลจากยุคสมัยนั้นหาได้ยากยิ่ง ดังนั้นหลักฐานใหม่ๆ ที่พบจึงช่วยให้เราสามารถวางรากฐานสมมติฐานเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์ได้แม่นยำขึ้น ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องนี้จริงๆ”

หากพิจารณาตามลำดับเวลาจากงานวิจัยด้านพันธุศาสตร์โบราณ (Paleogenetics) ซึ่งประเมินระยะเวลาจากความแตกต่างของ DNA ที่สะสมตามกาลเวลา จะพบว่ามนุษย์สมัยใหม่ หรือ Homo sapiens และมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล เคยมีบรรพบุรุษร่วมกันในช่วงระหว่าง 765,000 – 550,000 ปีก่อน ดังนั้นฟอสซิลที่ค้นพบนี้ อยู่ในช่วงเวลาของบรรพบุรุษร่วมระหว่าง เซเปี้ยนและนีแอนเดอร์ทัล (และเดนิโซแวน)
การค้นพบนี้ ถือว่าเป็นการค้นพบโฮมินิน ที่มีชีวิตอยู่ก่อนหน้ามนุษย์กลุ่ม sapiens ที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งเคยพบที่ Jebel Irhoud ในโมร็อกโก และยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันถึงสายวิวัฒนาการในแอฟริกาที่เป็นต้นกำเนิดของสปีชีส์เรา ฟอสซิลเหล่านี้จึงเป็นเบาะแสล้ำค่าที่ช่วยให้เราเข้าใกล้ความจริงเกี่ยวกับบรรพบุรุษร่วมลำดับสุดท้ายที่เรามีร่วมกับนีแอนเดอร์ทัลและเดนิโซแวนได้มากกว่าที่เคย
ทว่าอัตลักษณ์ที่แท้จริงของ “บรรพบุรุษร่วมลำดับสุดท้าย” (Last Common Ancestor) ของมนุษย์ทั้งสามสายพันธุ์นี้ (เซเปี้ยนร่วมกับนีแอนเดอร์ทัลและเดนิโซแวน ) ยังคงเป็นปริศนาที่เหล่านักวิทยาศาสตร์พยายามไขมาอย่างยาวนาน แทนที่จะจินตนาการถึงสปีชีส์ต้นกำเนิดเพียงหนึ่งเดียว นักวิจัยจำนวนมากขึ้นในปัจจุบันกลับมองว่า ประชากรในภูมิภาคต่างๆ น่าจะมีการผสมข้ามพันธุ์กันเป็นระยะ และต่างก็มีส่วนในการส่งต่อพันธุกรรมมายังมนุษย์กลุ่มสมองใหญ่ทั้งสามกลุ่มนี้
“มันอาจไม่ได้มีประชากรเพียงกลุ่มเดียวที่ให้กำเนิดสายวิวัฒนาการมนุษย์ แต่น่าจะมีประชากรหลายกลุ่มกระจายตัวอยู่ในสถานที่ต่างๆ กัน” ชโรเดอร์กล่าว
การจะคลี่คลายเงื่อนงำนี้ได้จำเป็นต้องอาศัยฟอสซิลที่สามารถระบุอายุได้อย่างแม่นยำในช่วงเวลาดังกล่าว ทว่าหลักฐานที่พบกลับมีน้อยนิด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยจึงพยายามค้นหาแหล่งโบราณคดีในแอฟริกา และหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ที่จะเจอที่สุด ก็คือบริเวณในและรอบๆ เมืองคาซาบลังกา มหานครที่ทันสมัยแห่งนี้สถานที่ที่เป็น หลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดในโมร็อกโก
โดยหนึ่งในพื้นที่ขุดค้นของคาซาบลังกาซึ่งเป็นเหมืองร้าง ได้มีการค้นพบเครื่องมือหินที่มีอายุเก่าแก่ถึง 1.3 ล้านปี ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือการสร้างสรรค์ของบรรพบุรุษมนุษย์ยุคแรกอย่าง H. erectus อีกด้วย
ตั้งแต่ปี 1994 ถึง 2015 ทีมวิจัยของ Mohib (ทีมที่ทำงานวิจัยนี้) ได้ลงพื้นที่ขุดค้นถ้ำที่ซ่อนตัวอยู่ตามแนวผนังของเหมืองแห่งเดิม จนกระทั่งได้พบกับฟอสซิลชุดสำคัญที่นำมาสู่การวิเคราะห์ในงานวิจัยฉบับใหม่นี้ แหล่งขุดค้นดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Grotte à Hominidés (ถ้ำโฮมินิด) ได้เผยให้เห็นโบราณวัตถุประเภทเครื่องมือหินมากกว่า 300 ชิ้น ฟอสซิลของสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว รวมถึงชิ้นส่วนของ “โฮมินิน” อีกหลายรายการ ได้แก่ กระดูกขากรรไกรของทั้งผู้ใหญ่และเด็กวัยหัดเดิน ฟันที่หลุดออกมา 4 ซี่ กระดูกสันหลัง 8 ข้อ และกระดูกต้นขาที่มีร่องรอยการแทะจากสัตว์ฟันคมชนิดหนึ่ง
เพื่อให้ได้ตัวเลขที่แน่นอนเกี่ยวกับอายุของฟอสซิลเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิเคราะห์ทิศทางของแร่แม่เหล็กที่ปรากฏในตัวอย่างทางธรณีวิทยา 181 ชุดที่เก็บจากชั้นดินในพื้นที่ขุดค้น จากนั้นจึงนำมาเปรียบเทียบขั้วแม่เหล็กกับบันทึกประวัติการสลับขั้วของสนามแม่เหล็กโลกที่มีการระบุช่วงเวลาไว้ชัดเจน ซึ่งผลการวิเคราะห์ชี้ชัดว่าฟอสซิลเหล่านี้มีอายุเก่าแก่ประมาณ 773,000 ปี

เมื่อนักวิจัยได้ลองนำชิ้นส่วนกระดูกและฟันเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับโฮมินินกลุ่มอื่น ๆ ก็พบกับ “ลักษณะทางกายภาพที่ผสมผสานกัน” โดยลักษณะบางประการมีความคล้ายคลึงกับบรรพบุรุษที่เก่าแก่กว่าอย่าง Homo erectus เช่น ฟันกรามที่ค่อย ๆ เรียวเล็กลงไปทางด้านหลังปาก และพื้นผิวด้านล่างของกระดูกสันหลังที่มีลักษณะโค้งและหันเข้าด้านใน ในขณะที่อีกลักษณะหนึ่ง เช่น รูปทรงและขนาดที่เล็กของรากฟันคุด กลับมีความคล้ายคลึงกับ Homo sapiens มากกว่า
ส่วนผสมระหว่างลักษณะดั้งเดิม (Archaic) และลักษณะสมัยใหม่ (Modern) เช่นนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่า ฟอสซิลเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับ “รากเหง้า” ของสายวิวัฒนาการที่นำไปสู่มนุษย์ในปัจจุบัน (อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังไม่ได้ระบุชี้ชัดว่าโฮมินินกลุ่มนี้คือบรรพบุรุษสายตรงของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือเป็นเพียงกลุ่มหนึ่งที่สูญพันธุ์ไปตามกาลเวลา หรืออาจจะเป็นหนึ่งในประชากรหลายกลุ่มที่หลอมรวมจนกลายเป็นสายพันธุ์ของเราในที่สุด)
ซาราห์ ไฟรด์ไลน์ นักบรรพมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลฟลอริดา หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยระบุว่า ลักษณะทางกายภาพของฟอสซิลชุดนี้น่าตื่นเต้นมาก “เพราะมันสอดคล้องกับลักษณะสัณฐานวิทยาแบบผสมผสาน (Mosaic morphology) ที่เราเคยจินตนาการไว้ว่าน่าจะปรากฏอยู่ในบรรพบุรุษร่วมลำดับสุดท้ายของเรา” ซึ่งหมายถึงบรรพบุรุษที่เรามีร่วมกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลและเดนิโซแวน
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่านักวิทยาศาสตร์ทุกคนจะปักใจเชื่อ “ฉันคิดว่าข้อสรุปของพวกเขาอาจจะดูเกินจริงไปสักนิด” เมอร์ยานา รอกแซนดิก นักบรรพมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยวินนิเพกซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยให้ความเห็น เธอมองว่าความเหมือนหรือความต่างที่ทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตนั้น อาจเป็นเพียง “ความผันแปรทางชีวภาพ” (Variation) ปกติที่พบได้ในกลุ่มโฮมินินสมองใหญ่ทั่วยุคนั้น มากกว่าจะเป็นลักษณะเฉพาะที่ใช้จำแนกสายพันธุ์ได้ “นักบรรพมานุษยวิทยามักลืมไปว่าพวกเขาคือนักชีววิทยา และในทางชีววิทยา ความผันแปรคือเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น” เธอกล่าว
ขณะที่ เคลมองต์ ซาโนลลี นักมานุษยวิทยาจากสถาบันวิจัยแห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) และมหาวิทยาลัยบอร์โด ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน ยินดีการค้นพบใหม่นี้ แต่ก็เห็นด้วยว่าตำแหน่งทางวิวัฒนาการของฟอสซิลชุดนี้ยังคงไม่นิ่ง
“การจะฟันธงว่าโฮมินินเหล่านี้คือฐานรากของสายพันธุ์ Homo sapiens จริงหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่พูดได้ยากมากในตอนนี้ เพราะเรามีฟอสซิลจากทั่วทั้งทวีปแอฟริกาน้อยเกินไป ข้อสมมติฐานที่ทีมวิจัยนำเสนอก็ถือว่ายอมรับได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็จนกว่าเราจะมีฟอสซิลเพิ่มขึ้นและมีการวิเคราะห์ที่ละเอียดกว่านี้” เคลมองต์ ซาโนลลี กล่าว
Ref:
————–
การใช้ AI ในบทความ :
บทความนี้ ใช้ AI ช่วยแปลตอนอ่านข่าวต้นฉบับ (ไม่ใช่สรุป แต่แปลบางบรรทัดที่ผมไม่ clear) แล้วเรียบเรียงเขียนใหม่ตามความเข้าใจของผู้อ่านที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช้ Generative AI และให้ AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของบทความหลังเขียนเสร็จ
และใช้ AI ทำ TLDL
English 




































































































