#Uncategorized

เมืองหลวงของสหรัฐฯ เพิ่งถูก “มนต์สะกดแห่งดวงจันทร์” เข้าครอบงำ

กลางคืนช่วงปลายปีที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคมถึง 5 มกราคม มีภาพของจรวด Saturn V ซึ่งเป็นตำนานแห่งยุคอวกาศของ NASA ถูกฉายขึ้นบนอนุสาวรีย์วอชิงตันอย่างยิ่งใหญ่ (รวมถึงภาพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง)

ทำไมถึงแสดงภาพถึงวันที่ 5 มกราคม? นั้นก็เพราะว่าวันนี้มันอยู่ห่างจากกำหนดการสำคัญของภารกิจ Artemis 2 เพียงแค่หนึ่งเดือน โดยภารกิจ Artemis II อาจปล่อยขึ้นสู่ฟ้าเร็วที่สุดคือในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เพื่อส่งนักบินอวกาศ 4 คนออกเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์

ลูกเรือของภารกิจ Artemis 2 ประกอบด้วย:

  • Reid Wiseman: ผู้บัญชาการ (NASA)
  • Victor Glover: นักบิน (NASA)   ซึ่งจะกลายเป็นคนผิวสีคนแรกที่เดินทางออกนอกวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit)
  • Christina Koch: ผู้เชี่ยวชาญด้านภารกิจ (NASA) — ผู้หญิงคนแรกที่เดินทางออกนอกวงโคจรต่ำของโลกเช่นกัน
  • Jeremy Hansen: ผู้เชี่ยวชาญด้านภารกิจจากองค์การอวกาศแคนาดา (CSA) — ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ (ที่ไม่ใช่ชาวอเมริกัน) คนแรกในภารกิจนี้

โดยเวลาที่สามารถปล่อยจรวดภารกิจ Artemis 2 (launch window) ถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยแต่ละระยะจะมีวันที่สามารถปล่อยจรวดได้จำกัด ดังนี้


ช่วงการปล่อยที่ 1
31 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ มีโอกาสปล่อยจรวดในวันที่ 6, 7, 8, 10 และ 11 กุมภาพันธ์

ช่วงการปล่อยที่ 2
28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม มีโอกาสปล่อยจรวดในวันที่ 6, 7, 8, 9 และ 11 มีนาคม

ช่วงการปล่อยที่ 3
27 มีนาคม – 10 เมษายน มีโอกาสปล่อยจรวดในวันที่ 1, 3, 4 และ 5 เมษายน

Artemis 2 คือการเปิดตัวครั้งแรกของจรวด Space Launch System หรือ SLS ในแบบที่มีมนุษย์โดยสาร และที่สำคัญกว่านั้น นี่จะเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี ที่มนุษย์เดินทางกลับไปสู่ดวงจันทร์อีกครั้ง นับตั้งแต่ภารกิจ Apollo 17 เมื่อปี 1972

NASA ออกมาอธิบายผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การฉายภาพบนอนุสาวรีย์ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเฉลิมฉลองปีใหม่ที่จัดโดยองค์กร Freedom 250 ซึ่งต้องการเล่าเรื่องราวของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่การก่อตั้งประเทศ ไปจนถึงความฝันในการเอื้อมคว้าดวงดาว
https://x.com/nasahqphoto/status/2006538847052771829

โดย Freedom 250 คือองค์กรที่ดูแลการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของการประกาศอิสรภาพสหรัฐฯ เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 วันที่อาณานิคมอังกฤษ 13 แห่ง ประกาศแยกตัวออกจากบริเตนใหญ่ และก่อกำเนิดประเทศใหม่ที่มีอำนาจอธิปไตยของตัวเอง

กลับมาที่ Artemis 2 ภารกิจนี้ถูกออกแบบต่อยอดจาก Artemis 1 ซึ่งประสบความสำเร็จไปแล้วในปลายปี 2022 โดยเป็นการทดสอบบินแบบไร้มนุษย์ ไปยังวงโคจรของดวงจันทร์ เพื่อพิสูจน์ความพร้อมของจรวด SLS และยาน Orion

สำหรับ Artemis 2 แม้จะยังไม่ใช่การลงจอด แต่จะเป็นการบินเฉียดดวงจันทร์หรือที่เรียกว่า Lunar Flyby ใช้เวลาราว 10 วัน เพื่อทดสอบระบบพยุงชีพ และการควบคุมยาน Orion ในสภาวะที่มีมนุษย์อยู่บนยานจริงเป็นครั้งแรก

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ก้าวถัดไปจะคือ Artemis 3 ในช่วงปลายทศวรรษ 2020 ซึ่งจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญอีกครั้ง กับการส่งมนุษย์กลับไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ

NASA กำลังดำเนินโครงการ Artemis โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรนานาชาติและภาคเอกชนจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น ที่นั่งของ Jeremy Hansen ในภารกิจ Artemis 2 นั้น มีที่มาสำคัญจากการที่แคนาดามีแผนสนับสนุนแขนกล Canadarm3 ให้กับสถานีอวกาศดวงจันทร์ Gateway

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเป็นผู้นำในการริเริ่มข้อตกลงที่เรียกว่า Artemis Accords เพื่อกำหนดบรรทัดฐานในการสำรวจอวกาศอย่างปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นไปโดยสันติ ซึ่งในปัจจุบันมีประเทศที่ร่วมลงนามในข้อตกลงนี้แล้วมากกว่า 50 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

สาระสำคัญของข้อตกลง Artemis Accords ประกอบด้วยหลักการพื้นฐาน 10 ประการ ดังนี้ครับ:

  1. การสำรวจทั้งหมดต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติ ตามสนธิสัญญาอวกาศส่วนนอก (Outer Space Treaty)
  2. ประเทศสมาชิกต้องเปิดเผยนโยบายและแผนการปฏิบัติงานของตนอย่างโปร่งใส เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดหรือความขัดแย้ง
  3. มุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานทางเทคนิคร่วมกัน (เช่น ระบบเชื่อมต่อยาน, ระบบสื่อสาร) เพื่อให้เครื่องมือหรือยานอวกาศจากต่างประเทศสามารถทำงานร่วมกันหรือช่วยเหลือกันได้ในยามฉุกเฉิน
  4. สมาชิกให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือบุคลากรในอวกาศที่ประสบอันตรายตามความเหมาะสม
  5. ต้องมีการจดทะเบียนยานอวกาศหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ เพื่อความเป็นระเบียบและป้องกันการชนกัน
  6. ตกลงที่จะแบ่งปันข้อมูลที่ค้นพบทางวิทยาศาสตร์แก่สาธารณะ เพื่อให้คนทั้งโลกได้ประโยชน์ร่วมกัน
  7. รักษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในอวกาศ (เช่น จุดที่ยาน Apollo เคยลงจอด หรือรอยเท้าแรกของมนุษย์บนดวงจันทร์)
  8. ข้อตกลงนี้อนุญาตให้มีการสกัดและใช้ทรัพยากรจากดวงจันทร์หรือดาวเคราะห์น้อย (เช่น การขุดน้ำแข็งมาทำเชื้อเพลิง) โดยต้องทำภายใต้กรอบของสนธิสัญญาอวกาศ
  9. มีการกำหนด “เขตปลอดภัย” (Safety Zones) เพื่อป้องกันไม่ให้การดำเนินงานของประเทศหนึ่งไปรบกวนหรือเป็นอันตรายต่ออีกประเทศหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง

และ 10 . วางแผนจัดการกับการกำจัดขยะอวกาศและยานที่หมดอายุการใช้งาน เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อภารกิจในอนาคต

Artemis Accord มีไว้เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดชึ้นได้ โดยเฉพาะปัจจุบันไม่ได้มีแค่ NASA ที่จะไปดวงจันทร์ แต่ยังมีทั้งบริษัทเอกชน (SpaceX, Blue Origin) และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย หากไม่มีกฎกติกาที่ชัดเจน อาจเกิดการกระทบกระทั่งกันในเรื่องพื้นที่จอดหรือการแย่งชิงทรัพยากรได้ครับ

———-
ref:
https://www.space.com/space-exploration/human-spaceflight/moon-fever-hits-dc-with-artemis-2-rocket-candle-lighting-up-washington-monument-1-month-before-launch-photos

https://x.com/nasahqphoto/status/2006538847052771829

การใช้ AI ในบทความ :
บทความนี้ ใช้ AI ช่วยแปลตอนอ่านข่าวต้นฉบับ (ไม่ใช่สรุป แต่แปลบางบรรทัดที่ผมไม่ clear) แล้วเรียบเรียงเขียนใหม่ตามความเข้าใจของผู้อ่านที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช้ Generative AI และให้ AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของบทความหลังเขียนเสร็จ