กรีนแลนด์ เมื่อน้ำแข็งละลาย ทำไมกลับทำให้ระดับน้ำทะเลลดลง?
TL;DR
เมื่อน้ำแข็งละลายแต่ระดับน้ำทะเลกลับลดลง
ในขณะที่น้ำแข็งละลายทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น แต่ระดับน้ำทะเลชายฝั่งของ กรีนแลนด์กลับลดต่ำลง อย่างรวดเร็ว
กลไกทางธรณีวิทยา: มีสาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัย:
– การปรับตัวของเปลือกโลก (Glacial Isostatic Adjustment): เมื่อน้ำหนักน้ำแข็งหายไป แผ่นดินกรีนแลนด์จึงดีดตัวยกสูงขึ้น
– แรงโน้มถ่วงลดลง: เมื่อมวลน้ำแข็งลดลง แรงดึงดูดที่เคยดึงรั้งน้ำทะเลไว้รอบเกาะก็ลดลงด้วย น้ำจึงไหลออกไปจากชายฝั่ง
ในศตวรรษที่ 15 ช่วง “ยุคน้ำแข็งน้อย” น้ำแข็งที่ขยายตัวกลับกดทับแผ่นดินให้จมลงและดึงดูดน้ำทะเลให้สูงขึ้นกว่า 3.3 เมตร จนท่วมฟาร์มและเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาวไวกิ้งต้องละทิ้งถิ่นฐานไปในที่สุด
ภายในปี ค.ศ. 2100 ระดับน้ำทะเลรอบเกาะอาจลดลงถึง 1-4 เมตร ซึ่งจะทำให้ท่าเรือตื้นเขินจนเรือเข้าจอดไม่ได้ กระทบต่อการประมงและการขนส่งที่เป็นหัวใจหลักของกรีนแลนด์
กรีนแลนด์ เมื่อน้ำแข็งละลายกลับทำให้ระดับน้ำทะเลลดลง?
ในขณะที่ทั่วโลกกำลังตื่นตระหนกกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายและส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น แต่ที่ กรีนแลนด์ ดินแดนต้นกำเนิดของน้ำแข็งเหล่านั้น กลับกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งกับสามัญสำนึกอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการที่ระดับน้ำทะเลชายฝั่งของพวกเขากำลัง ’ลดต่ำลง’อย่างรวดเร็ว
งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications โดย Lewright และคณะ (https://www.nature.com/articles/s41467-025-68182-6) ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าทึ่งว่า ในขณะที่น้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ละลายลงสู่มหาสมุทรและเติมน้ำลงในอ่างยักษ์ของโลก แผ่นดินของกรีนแลนด์เองกลับกำลังยกตัวสูงขึ้น!?
กระบวนการทางธรณีวิทยานี้เรียกว่า “การปรับตัวของเปลือกโลก” (Glacial Isostatic Adjustment) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่ามันเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก ภายใต้เปลือกโลกนั้น ชั้นแมนเทิลที่มีลักษณะหนืดคล้ายน้ำผึ้งไหลตัวเข้ามาแทนที่น้ำหนักที่หายไป (น้ำแข็งละลาย) ทำให้แผ่นดินยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็วประกอบกับเมื่อมวลน้ำแข็งหายไป แรงดึงดูดทางแรงโน้มถ่วงที่เคยดึงรั้งน้ำทะเลไว้รอบเกาะก็ลดลง ทำให้น้ำทะเลไหลออก ไปจากชายฝั่ง
ผลจากการศึกษานี้คาดการณ์ว่าภายในปี ค.ศ. 2100 ระดับน้ำทะเลรอบชายฝั่งกรีนแลนด์อาจลดลงได้ถึง 1 ถึง 4 เมตรในบางพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลให้แนวชายฝั่งขยายตัวออกไปและเปลี่ยนสภาพภูมิศาสตร์ของเกาะไปโดยสิ้นเชิง
ความผันผวนของระดับน้ำทะเลรอบกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่วนเวียนซ้ำรอยในทิศทางที่ต่างกัน หากย้อนกลับไปในช่วงยุคกลาง งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งโดย Borreggine และคณะ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร PNAS ได้ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวไวกิ้งต้องละทิ้งถิ่นฐานในกรีนแลนด์ในช่วงศตวรรษที่ 15 (https://www.pnas.org/doi/epdf/10.1073/pnas.2209615120)
ในยุคนั้น โลกกำลังเข้าสู่ยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) ซึ่งทำให้อากาศหนาวเย็นลงและแผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์ขยายตัวขึ้น การขยายตัวของน้ำแข็งนี้สร้างน้ำหนักกดทับแผ่นดินให้จมลงและเพิ่มแรงดึงดูดทางแรงโน้มถ่วงต่อน้ำทะเล ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลในยุคของชาวไวกิ้ง ‘สูงขึ้น’ สวนทางกับระดับน้ำทะเลของโลกที่ลดลงในเวลานั้น
ผลการศึกษาพบว่าระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นประมาณ 3.3 เมตรได้เข้าท่วมพื้นที่ชายฝั่งและฟาร์มของชาวไวกิ้ง ทำให้พื้นที่ทำกินหายไปหลายร้อยเมตร ซึ่งเมื่อผสมโรงกับสภาพอากาศที่เลวร้ายและความขัดแย้งทางสังคม ในที่สุดชาวไวกิ้งจึงจำต้องยอมแพ้และทิ้งอาณานิคมไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงเพียงไม่กี่เมตร สามารถชี้ชะตาความอยู่รอดของอารยธรรมได้
ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบันและอนาคต การลดลงของระดับน้ำทะเลตามที่งานวิจัยของ Lewright และคณะ คาดการณ์ไว้นั้น แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องดีที่น้ำไม่ท่วม แต่กลับสร้างปัญหาใหญ่หลวงในรูปแบบอื่น การที่แผ่นดินยกตัวขึ้นจะทำให้ท่าเรือที่เคยใช้งานได้ตื้นเขินจนเรือไม่สามารถเข้าจอดได้ ซึ่งเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับกรีนแลนด์ที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือและการประมงเป็นหลัก
นอกจากนี้ การลดลงของระดับน้ำทะเลยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่ง สัตว์ทะเลอย่างหอยแมลงภู่หรือสาหร่ายอาจต้องเผชิญกับสภาวะแห้งขอด ชาวประมงท้องถิ่นเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว โดยชายหาดในบางพื้นที่เริ่มยาวขึ้นและโขดหินที่เคยอยู่ใต้น้ำเริ่มโผล่พ้นน้ำขึ้นมา
บทสรุปของการศึกษาเหล่านี้จึงชี้ให้เห็นความจริงที่ซับซ้อนของธรรมชาติ การละลายของน้ำแข็งกรีนแลนด์ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่การทำให้น้ำท่วมโลกในอีกซีกโลกหนึ่งเท่านั้น แต่สำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ มันคือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพครั้งใหญ่ที่บังคับให้พวกเขาต้องปรับตัวอีกครั้ง เหมือนที่บรรพบุรุษชาวไวกิ้งเคยเผชิญมาแล้วในอดีต
———–
Ref
https://www.nature.com/articles/s41467-025-68182-6
https://www.pnas.org/doi/epdf/10.1073/pnas.2209615120
การใช้ AI ในบทความ :
บทความนี้ ใช้ AI ช่วยแปลตอนอ่านข่าวต้นฉบับ (ไม่ใช่สรุป แต่แปลบางบรรทัดที่ผมไม่ clear) แล้วเรียบเรียงเขียนใหม่ตามความเข้าใจของผู้อ่านที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช้ Generative AI และให้ AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของบทความหลังเขียนเสร็จ และช่วยทำ TL;DR
English 







































































































