พบโมเลกุลอินทรีย์สายยาวบนดาวอังคาร ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในร่องรอยที่ดีที่สุดของสิ่งมีชีวิตโบราณ
TL;DR
• สิ่งที่ค้นพบ: ยานคิวริออซิตี (Curiosity) ได้ค้นพบโมเลกุลอินทรีย์สายยาวที่เรียกว่า “อัลเคน” (Alkanes) ซึ่งอาจเป็นชิ้นส่วนของกรดไขมัน ฝังตัวอยู่ในหินโคลนคัมเบอร์แลนด์บนดาวอังคาร
• ปริมาณที่แท้จริงมีมหาศาล: ปัจจุบันโมเลกุลเหล่านี้วัดปริมาณได้เพียง 30-50 ส่วนต่อพันล้านส่วน (ppb) แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์คำนวณย้อนผลกระทบจากการถูกทำลายด้วยรังสีคอสมิกตลอด 80 ล้านปีที่ผ่านมา พบว่าในอดีตหินก้อนนี้อาจเคยมีสารอินทรีย์สะสมอยู่สูงถึง 120 – 7,700 ส่วนต่อล้านส่วน (ppm)
• ตัดสมมติฐานสิ่งไม่มีชีวิตออกไป: ปริมาณสารอินทรีย์ที่หนาแน่นระดับนี้ ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกระบวนการทางธรรมชาติที่ไม่มีชีวิต เช่น การพุ่งชนของอุกกาบาต ฝุ่นละอองจากอวกาศ หรือหมอกควันในชั้นบรรยากาศโบราณ
• บทสรุป: ปัจจุบันเหลือเพียง 2 กลไกที่พอจะอธิบายการเกิดสารปริมาณมหาศาลนี้ได้ คือ เป็นสารที่มาจากระบบน้ำพุร้อนโบราณ หรือ อาจเป็นร่องรอยของ “สิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร” แม้นักวิทยาศาสตร์จะย้ำว่านี่ยังไม่ใช่การฟันธง 100% ว่าพบสิ่งมีชีวิตต่างดาวแล้ว แต่นี่ก็ถือเป็นหนึ่งในข้อสันนิษฐานที่มีน้ำหนักและเป็นสัญญาณที่ดีที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา
เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2025 ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้รายงานการค้นพบโมเลกุลอินทรีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบบนดาวอังคาร โมเลกุลเหล่านี้คือ “อัลเคน” (Alkanes) ซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนสายยาวที่มีคาร์บอนตั้งแต่ 10 ถึง 12 อะตอม สายอัลเคนที่ยาวระดับนี้มักมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดจากกระบวนการทางชีวภาพ โดยอาจเป็นชิ้นส่วนของกรดไขมันที่หลงเหลืออยู่
โมเลกุลขนาดใหญ่เหล่านี้ถูกค้นพบฝังตัวอยู่ใน “หินโคลนคัมเบอร์แลนด์” (Cumberland mudstone) ซึ่งเป็นหินตะกอนเนื้อละเอียดในอดีตทะเลสาบโบราณชื่อ Yellowknife Bay ภายในบริเวณแอ่งเกล (Gale Crater) ยานสำรวจคิวริออซิตี (Curiosity) ได้ทำการเจาะหินก้อนนี้มาตั้งแต่ปี 2013 และค้นพบร่องรอยของโมเลกุลขนาดใหญ่ดังกล่าวในภายหลัง จากการใช้ห้องปฏิบัติการเคมีบนยานให้ความร้อนแก่ตัวอย่างสูงถึง 1,100 องศาเซลเซียส บริเวณดังกล่าวยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับชีววิทยา เช่น แร่ดินเหนียวที่ก่อตัวในน้ำ ไนเตรต และกำมะถันที่ช่วยรักษาสภาพสารอินทรีย์
ในงานวิจัยล่าสุด นำโดย Alexander A. Pavlov และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Astrobiology ปี 2026 ทีมนักวิจัยได้นำข้อมูลจากยานคิวริออซิตีมาวิเคราะห์ร่วมกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และการทดลองการสลายตัวด้วยรังสี (Radiolysis) เพื่อย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายพันล้านปีก่อน
ปัจจุบัน ตัวอย่างหินมีปริมาณอัลเคนสายยาวที่วัดได้เพียง 30 ถึง 50 ส่วนต่อพันล้านส่วน (ppb) ทว่า หินโคลนคัมเบอร์แลนด์ได้ถูกรังสีคอสมิกบนพื้นผิวดาวอังคารแผดเผามานานกว่า 80 ล้านปี ทำให้สารอินทรีย์ส่วนใหญ่ถูกทำลายลงไป ผู้วิจัยได้คำนวณแบบอนุรักษ์นิยมและพบว่า ก่อนที่จะสัมผัสกับรังสี หินโคลนนี้อาจเคยมีปริมาณอัลเคนสายยาวและ/หรือกรดไขมันสะสมอยู่สูงถึง 120 ถึง 7,700 ส่วนต่อล้านส่วน (ppm) ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สูงมาก
ด้วยปริมาณที่สูงระดับนี้ งานวิจัยได้เข้าไปประเมินแหล่งกำเนิดสารอินทรีย์แบบที่ไม่มีชีวิต (Abiotic) หลายรูปแบบ แต่พบว่าไม่สอดคล้องกับผลลัพธ์ แหล่งกำเนิดจากภายนอกดาว เช่น อนุภาคฝุ่นระหว่างดาวเคราะห์ (IDPs) หรืออุกกาบาต ไม่สามารถอธิบายความหนาแน่นของสารอินทรีย์ปริมาณมากในหินโคลนได้ เนื่องจาก IDPs ไม่สามารถเจาะทะลุหินก้อนแข็งได้ และพื้นที่นั้นก็ไม่มีร่องรอยการพุ่งชนของอุกกาบาต นอกจากนี้ สมมติฐานเรื่องการสะสมตัวของอนุภาคหมอกควันอินทรีย์จากชั้นบรรยากาศดาวอังคารโบราณก็ถูกปัดตกไปเช่นกัน เนื่องจากก๊าซในบรรยากาศไม่เอื้ออำนวยให้เกิดหมอกควันได้มากพอ
หรือว่านี่จะเป็นร่องรอยของสิ่งมีชีวิตต่างดาว?
หลังจากตัดสมมติฐานทางเลือกอื่นๆ ออกไป ผู้วิจัยสรุปว่ามีเพียงสองกลไกที่พอจะเป็นไปได้ในการอธิบายถึงปริมาณโมเลกุลอินทรีย์ที่สูงขนาดนี้ กลไกแรกคือ เป็นสารอินทรีย์ที่สังเคราะห์จาก “ระบบน้ำพุร้อน” (Hydrothermal systems) ที่ไม่มีชีวิต แล้วถูกของเหลวพัดพามาสะสมตัวบนพื้นผิว
กลไกที่สอง ซึ่งเป็นสมมติฐานที่น่าตื่นเต้นที่สุด คือสารเหล่านี้อาจเกิดจากการสะสมตัวของสิ่งมีชีวิตพื้นถิ่นใน “ชีวมณฑลของดาวอังคารโบราณ” (Ancient Mars Biosphere) เจ้าหน้าที่ของนาซาระบุในแถลงการณ์ว่า “เนื่องจากแหล่งกำเนิดที่ไม่มีชีวิตซึ่งนำมาพิจารณานั้นไม่สามารถอธิบายความอุดมสมบูรณ์ของสารประกอบอินทรีย์ได้อย่างครบถ้วน จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะตั้งสมมติฐานว่าสิ่งมีชีวิตอาจเป็นผู้สร้างสารเหล่านี้ขึ้น” อย่างไรก็ดี คณะผู้วิจัยยังคงรักษามาตรฐานทางวิทยาศาสตร์โดยเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่ข้อพิสูจน์หรือการฟันธงว่ามีการพบสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคารแล้ว
ข้อจำกัดอย่างหนึ่งคือ เครื่องมือของยานคิวริออซิตีอาจมีขีดจำกัดในการวิเคราะห์โมเลกุลที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ ก้าวต่อไปของวิทยาศาสตร์คือการทดลองบนโลกด้วยการจำลองสภาพแวดล้อมที่คล้ายหินโคลนคัมเบอร์แลนด์ เพื่อศึกษาปฏิกิริยาของโมเลกุลอินทรีย์ต่อสภาวะแบบดาวอังคาร และเป้าหมายสูงสุดคือความพยายามในภารกิจนำตัวอย่างหินดาวอังคารกลับมาวิเคราะห์บนโลก (Mars sample-return mission) เมื่อประกอบกับการค้นพบสิ่งที่อาจเป็นร่องรอยทางชีวภาพของยานเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) ในปี 2025 คำตอบของคำถามที่ว่า “เราอยู่โดดเดี่ยวในจักรวาลหรือไม่” จึงทวีความน่าค้นหาและใกล้ความจริงมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
——————
Ref.
A. A. Pavlov et al., “Does the measured abundance suggest a biological origin for the ancient alkanes preserved in a Martian mudstone?,” Astrobiology, 2026, doi: 10.1177/15311074261417879.
https://journals.sagepub.com/doi/epub/10.1177/15311074261417879
English 














































































































